HTTP HTTPS คืออะไร เช็กเว็บไซต์ให้พร้อมก่อนถูกแจ้งเตือนไม่ปลอดภัย

HTTP HTTPS คืออะไร เช็กเว็บไซต์ให้พร้อมก่อนถูกแจ้งเตือนไม่ปลอดภัย

Table of Contents

เวลาที่เราเปิดเว็บไซต์ บางเว็บอาจแสดงไอคอนควบคุมการตั้งค่าหรือข้อมูลความปลอดภัยบริเวณแถบที่อยู่ ขณะที่บางเว็บกลับขึ้นข้อความเตือนว่า “การเชื่อมต่อไม่ปลอดภัย” จนทำให้ผู้เข้าชมไม่มั่นใจว่าควรกดเข้าเว็บไซต์ต่อหรือไม่

สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบการรับส่งข้อมูลของเว็บไซต์ว่าใช้ HTTP หรือ HTTPS โดย MDN Web Docs อธิบายว่า HTTP เป็นโปรโตคอลพื้นฐานสำหรับเรียกดูและแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเว็บไซต์ ส่วน HTTPS คือ HTTP เวอร์ชันที่เข้ารหัสการสื่อสารระหว่างเบราว์เซอร์กับเซิร์ฟเวอร์ผ่านระบบ TLS

ด้าน Google Search Central ก็แนะนำว่าเว็บไซต์ควรให้บริการผ่านการเชื่อมต่อแบบ HTTPS เพราะผู้ใช้งานในปัจจุบันคาดหวังประสบการณ์ออนไลน์ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น

ดังนั้น เจ้าของเว็บไซต์จึงควรทำความเข้าใจว่า HTTP คือ อะไร HTTPS คือ อะไร แตกต่างกันตรงไหน และต้องตรวจสอบส่วนใดบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เว็บไซต์แสดงคำเตือนเรื่องความปลอดภัยจนกระทบต่อความน่าเชื่อถือ

🌐 HTTP คืออะไร

HTTP คือ คำย่อของ Hypertext Transfer Protocol เป็นมาตรฐานที่ใช้รับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ของผู้ใช้งานกับเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์

เมื่อผู้ใช้งานพิมพ์ URL หรือกดลิงก์เข้าสู่หน้าเว็บ เบราว์เซอร์จะส่งคำขอไปยังเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นเซิร์ฟเวอร์จะส่งข้อมูลต่าง ๆ กลับมา เช่น

  • ข้อความและเนื้อหาบนหน้าเว็บ
  • รูปภาพ
  • วิดีโอ
  • ไฟล์ CSS สำหรับกำหนดรูปแบบเว็บไซต์
  • JavaScript สำหรับควบคุมการทำงานต่าง ๆ
  • ข้อมูลจากแบบฟอร์มหรือระบบสมาชิก

MDN อธิบายว่า HTTP เป็นระบบแบบ Client–Server โดยคำขอมักเริ่มต้นจากฝั่งผู้ใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ก่อนที่เซิร์ฟเวอร์จะตอบกลับด้วยทรัพยากรที่จำเป็นต่อการแสดงผลหน้าเว็บไซต์

อย่างไรก็ตาม HTTP ทั่วไปไม่ได้เข้ารหัสข้อมูลระหว่างทาง หากมีการส่งข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้ใช้งาน รหัสผ่าน หมายเลขโทรศัพท์ หรือข้อมูลการชำระเงิน ข้อมูลเหล่านี้อาจมีความเสี่ยงถูกดักดูหรือเปลี่ยนแปลงระหว่างการรับส่งได้

HTTPS คืออะไร

🔒 HTTPS คืออะไร

HTTPS คือ คำย่อของ Hypertext Transfer Protocol Secure เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อที่พัฒนาต่อจาก HTTP โดยเพิ่มการเข้ารหัสข้อมูลด้วย TLS หรือ Transport Layer Security

TLS ช่วยให้เบราว์เซอร์และเซิร์ฟเวอร์สามารถสื่อสารกันผ่านเครือข่ายได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น โดยลดความเสี่ยงจากการดักอ่านหรือแก้ไขข้อมูลระหว่างทาง

เว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS จะต้องมีใบรับรอง SSL/TLS Certificate ซึ่งออกโดยหน่วยงานที่เรียกว่า Certificate Authority หรือ CA เพื่อให้เบราว์เซอร์สามารถตรวจสอบได้ว่าใบรับรองนั้นสัมพันธ์กับโดเมนที่กำลังเข้าชมหรือไม่

ปัจจุบันเจ้าของเว็บไซต์สามารถเลือกใช้ได้ทั้งใบรับรองแบบมีค่าใช้จ่ายและใบรับรองฟรี ตัวอย่างเช่น Let’s Encrypt ซึ่งเป็นหน่วยงานออกใบรับรองที่ให้บริการ TLS Certificate โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

🔍 HTTP กับ HTTPS ต่างกันอย่างไร

แม้ HTTP และ HTTPS จะใช้สำหรับรับส่งข้อมูลบนเว็บไซต์เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างสำคัญในเรื่องความปลอดภัย

การเข้ารหัสข้อมูล

HTTP รับส่งข้อมูลโดยไม่มีชั้นการเข้ารหัสแบบ TLS ส่วน HTTPS จะเข้ารหัสข้อมูลที่ส่งระหว่างเบราว์เซอร์กับเซิร์ฟเวอร์ ทำให้บุคคลภายนอกอ่านข้อมูลได้ยากขึ้น

การยืนยันตัวตนของเว็บไซต์

HTTPS ใช้ใบรับรอง SSL/TLS เพื่อช่วยยืนยันว่าเซิร์ฟเวอร์ที่ผู้ใช้งานเชื่อมต่ออยู่นั้นสัมพันธ์กับโดเมนที่ระบุไว้ในใบรับรอง

อย่างไรก็ตาม การมี HTTPS ไม่ได้หมายความว่าเนื้อหา เว็บไซต์ หรือผู้ขายบนเว็บไซต์จะน่าเชื่อถือเสมอไป ผู้ใช้งานยังต้องตรวจสอบชื่อโดเมน ข้อมูลบริษัท ช่องทางติดต่อ และความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ร่วมด้วย

การแสดงผลบนเบราว์เซอร์

เว็บไซต์ที่เชื่อมต่อด้วย HTTP อาจถูกเบราว์เซอร์แสดงข้อความว่าเว็บไซต์หรือการเชื่อมต่อไม่ปลอดภัย โดย Google Chrome ระบุว่า เมื่อเปิดใช้การตั้งค่า “Always use secure connections” แล้วพบเว็บไซต์ที่ไม่รองรับ HTTPS เบราว์เซอร์จะแสดงคำเตือนก่อนเข้าสู่การเชื่อมต่อที่ไม่ปลอดภัย

ผลต่อ SEO

Google เคยประกาศใช้ HTTPS เป็นหนึ่งในสัญญาณสำหรับการจัดอันดับมาตั้งแต่ปี 2014 และ Google Search Central ยังคงแนะนำให้เว็บไซต์ให้บริการผ่าน HTTPS

แต่การติดตั้ง HTTPS เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้อันดับเว็บไซต์เพิ่มขึ้นทันที เพราะการทำ SEO ยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพเนื้อหา โครงสร้างเว็บไซต์ ความเร็ว ประสบการณ์ผู้ใช้งาน Backlink และปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายส่วน

ทำไมเว็บไซต์ติดตั้ง SSL แล้ว ยังขึ้นว่าไม่ปลอดภัย

⚠️ ทำไมเว็บไซต์ติดตั้ง SSL แล้ว ยังขึ้นว่าไม่ปลอดภัย

บางเว็บไซต์ติดตั้ง SSL Certificate เรียบร้อยแล้ว แต่ผู้ใช้งานยังพบคำเตือนเรื่องความปลอดภัยได้ ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ

1. ใบรับรองหมดอายุ

SSL/TLS Certificate มีวันหมดอายุ หากไม่มีการต่ออายุหรือระบบต่ออายุอัตโนมัติทำงานผิดพลาด เบราว์เซอร์อาจไม่ยอมรับใบรับรองดังกล่าว

2. ใบรับรองไม่ตรงกับชื่อโดเมน

ตัวอย่างเช่น ใบรับรองรองรับเฉพาะ example.com แต่ไม่ได้รองรับ www.example.com หรือโดเมนย่อยอื่น ๆ ทำให้บาง URL แสดงคำเตือนได้

3. มี Mixed Content

Mixed Content คือหน้าเว็บไซต์หลักเปิดผ่าน HTTPS แต่ยังเรียกไฟล์บางส่วนผ่าน HTTP เช่น รูปภาพ สคริปต์ ฟอนต์ วิดีโอ หรือไฟล์ CSS

แม้หน้าเว็บจะมี SSL แล้ว แต่ทรัพยากรที่ยังเรียกผ่าน HTTP อาจทำให้เบราว์เซอร์บล็อกไฟล์บางรายการหรือแสดงสถานะการเชื่อมต่อที่ไม่สมบูรณ์

4. ไม่ได้ตั้งค่า Redirect จาก HTTP ไป HTTPS

การติดตั้งใบรับรองไม่ได้หมายความว่า URL เดิมที่เป็น HTTP จะถูกส่งไปยัง HTTPS โดยอัตโนมัติเสมอ เจ้าของเว็บไซต์ต้องตั้งค่า Redirect เพื่อพาผู้ใช้งานและ Search Engine ไปยัง URL เวอร์ชัน HTTPS

5. Certificate Chain ไม่สมบูรณ์

เซิร์ฟเวอร์ต้องส่งชุดใบรับรองที่เชื่อมโยงกันอย่างถูกต้อง เพื่อให้เบราว์เซอร์ตรวจสอบย้อนกลับไปยังหน่วยงานออกใบรับรองที่เชื่อถือได้ หากติดตั้งไฟล์ Intermediate Certificate ไม่ครบ เว็บไซต์อาจพบปัญหาบนอุปกรณ์หรือเบราว์เซอร์บางประเภทได้

6. ตั้งค่า Canonical หรือ Sitemap เป็น HTTP

ถึงแม้หน้าเว็บไซต์จะเปิดผ่าน HTTPS แล้ว แต่หาก Canonical Tag, XML Sitemap, Internal Link หรือ URL ในระบบหลังบ้านยังเป็น HTTP ก็อาจทำให้ Search Engine พบ URL ซ้ำหรือเข้าใจเวอร์ชันหลักของหน้าเว็บไม่ตรงกัน

✅ เช็กลิสต์เปลี่ยนเว็บไซต์จาก HTTP เป็น HTTPS

ก่อนเปลี่ยนระบบหรือหลังติดตั้ง SSL เจ้าของเว็บไซต์ควรตรวจสอบรายการต่อไปนี้

ติดตั้ง SSL/TLS Certificate ให้ถูกต้อง

ตรวจสอบว่าใบรับรองครอบคลุมโดเมนหลัก เวอร์ชัน www และ Subdomain ที่ใช้งานจริง พร้อมตั้งค่าการต่ออายุใบรับรองให้เรียบร้อย

ตั้งค่า 301 Redirect

ทุก URL แบบ HTTP ควรถูก Redirect ไปยัง HTTPS ที่ตรงกัน เช่น

http://example.com/service/

ควรส่งต่อไปยัง

https://example.com/service/

ไม่ควรส่งทุกหน้าไปยังหน้าแรก เพราะอาจทำให้โครงสร้าง URL และประสบการณ์ของผู้ใช้งานเสียไป

แก้ Internal Link

ตรวจสอบลิงก์ภายในเว็บไซต์ให้ใช้ HTTPS ทั้งหมด เพื่อลด Redirect ที่ไม่จำเป็นและช่วยให้ Search Engine เข้าถึง URL ปลายทางได้โดยตรง

แก้ Mixed Content

ค้นหาไฟล์รูปภาพ JavaScript CSS ฟอนต์ และ Embed ต่าง ๆ ที่ยังเรียกผ่าน HTTP แล้วเปลี่ยนเป็น HTTPS หรืออัปโหลดไฟล์เข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ที่รองรับ HTTPS

อัปเดต Canonical และ Sitemap

Canonical Tag และ URL ภายใน XML Sitemap ควรเป็นเวอร์ชัน HTTPS พร้อมส่ง Sitemap ฉบับปัจจุบันให้ Google Search Console ตรวจสอบอีกครั้ง

ตรวจสอบใน Google Search Console

Google Search Console มีรายงาน HTTPS สำหรับตรวจสอบว่าหน้าใดให้บริการผ่านการเชื่อมต่อที่ปลอดภัย และหน้าใดยังมีปัญหาที่ควรแก้ไข

นอกจากนี้ ควรตรวจสอบรายงาน Security Issues เพื่อดูว่า Google พบปัญหาการแฮ็ก มัลแวร์ หรือพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้เข้าชมหรือไม่

สรุป HTTP และ HTTPS สำคัญต่อเว็บไซต์อย่างไร

📌 สรุป HTTP และ HTTPS สำคัญต่อเว็บไซต์อย่างไร

HTTP คือโปรโตคอลพื้นฐานสำหรับรับส่งข้อมูลระหว่างเบราว์เซอร์กับเซิร์ฟเวอร์ ส่วน HTTPS คือ HTTP ที่เพิ่มการเข้ารหัสด้วย TLS เพื่อช่วยป้องกันการดักอ่านและแก้ไขข้อมูลระหว่างทาง

สำหรับเว็บไซต์ในปัจจุบัน การใช้ HTTPS ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะเว็บไซต์ขายสินค้า ระบบสมาชิก หรือหน้าชำระเงินเท่านั้น แต่รวมถึงเว็บไซต์บริษัท เว็บไซต์บริการ และเว็บไซต์ให้ข้อมูลทั่วไปด้วย

เจ้าของเว็บไซต์จึงควรตรวจสอบทั้งใบรับรอง SSL การ Redirect, Mixed Content, Internal Link, Canonical, Sitemap และ Google Search Console ให้ครบ เพราะการติดตั้ง SSL เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากส่วนประกอบอื่นภายในเว็บไซต์ยังทำงานผ่าน HTTP

❓คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ HTTP และ HTTPS

จำเป็นค่ะ แม้เว็บไซต์จะไม่มีระบบชำระเงิน แต่ผู้ใช้งานอาจกรอกข้อมูลผ่านแบบฟอร์มติดต่อ สมัครรับข่าวสาร หรือเข้าสู่ระบบหลังบ้าน นอกจากนี้ HTTPS ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้เข้าชม และเป็นรูปแบบการเชื่อมต่อที่ Google แนะนำให้เว็บไซต์ใช้งาน

ไม่เสมอไปค่ะ SSL/TLS ช่วยเข้ารหัสข้อมูลระหว่างผู้ใช้งานกับเซิร์ฟเวอร์ แต่ไม่ได้ป้องกันช่องโหว่ทั้งหมดของเว็บไซต์ เจ้าของเว็บไซต์ยังต้องอัปเดตระบบ ปลั๊กอิน ธีม รหัสผ่าน ระบบสำรองข้อมูล และตั้งค่าความปลอดภัยของเซิร์ฟเวอร์ร่วมด้วย

🚀 ตรวจสอบและพัฒนาเว็บไซต์กับ abda marketing

สำหรับเว็บไซต์ที่ยังใช้ HTTP มีคำเตือนขึ้นว่าไม่ปลอดภัย หรือเปลี่ยนเป็น HTTPS แล้วแต่ยังพบปัญหา Mixed Content, Redirect และ URL ซ้ำ สามารถให้ทีมงาน abda marketing ช่วยตรวจสอบโครงสร้างเว็บไซต์และวางแนวทางแก้ไขได้ค่ะ

abda marketing ให้บริการรับทำเว็บไซต์และรับทำ SEO ครอบคลุมตั้งแต่การวางโครงสร้างหน้าเว็บ การตั้งค่า HTTPS, Redirect, Canonical, Sitemap, Google Search Console ไปจนถึงการปรับ Technical SEO และพัฒนาเนื้อหาให้เหมาะกับการค้นหาบน Google

เว็บไซต์ที่ดีไม่ควรมีเพียงดีไซน์สวย แต่ควรเปิดใช้งานได้อย่างปลอดภัย โหลดได้รวดเร็ว และมีโครงสร้างที่ช่วยให้ทั้งผู้ใช้งานและ Search Engine เข้าถึงข้อมูลได้สะดวก

เว็บไซต์อ้างอิงสำหรับบทความ

  1. MDN Web Docs – Overview of HTTP
    อธิบายหลักการทำงานของ HTTP การรับส่งข้อมูล และรูปแบบ Client–Server
    https://developer.mozilla.org/en-US/docs/Web/HTTP/Guides/Overview
  2. MDN Web Docs – HTTPS
    อธิบายว่า HTTPS คือ HTTP ที่เข้ารหัสการเชื่อมต่อด้วย TLS
    https://developer.mozilla.org/en-US/docs/Glossary/HTTPS
  3. MDN Web Docs – Transport Layer Security (TLS)
    ข้อมูลเกี่ยวกับ TLS และการป้องกันการดักอ่านหรือแก้ไขข้อมูลระหว่างทาง
    https://developer.mozilla.org/en-US/docs/Glossary/TLS
  4. Google Chrome Help – ตรวจสอบความปลอดภัยของการเชื่อมต่อเว็บไซต์
    อธิบายการแจ้งเตือนเมื่อเว็บไซต์ไม่รองรับ HTTPS หรือมีปัญหาด้านความปลอดภัย
    https://support.google.com/chrome/answer/95617
  5. Google Search Central – HTTPS as a Ranking Signal
    ข้อมูลจาก Google เกี่ยวกับการใช้ HTTPS เป็นหนึ่งในสัญญาณประกอบการจัดอันดับเว็บไซต์
    https://developers.google.com/search/blog/2014/08/https-as-ranking-signal
  6. MDN Web Docs – Strict-Transport-Security
    อธิบายการตั้งค่า HSTS เพื่อให้เบราว์เซอร์เข้าเว็บไซต์ผ่าน HTTPS เท่านั้น
    https://developer.mozilla.org/en-US/docs/Web/HTTP/Reference/Headers/Strict-Transport-Security

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *